Make your own free website on Tripod.com
วิชา : เศรษฐศาสตร์เืพื่อการจัดการ
อาจารย์ผู้สอน  
: : ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ คณะ  
ประวัติย่อ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ [ รายละเอียด ]
เวลาเรียน : : วันอาทิตย์ เวลา 0900 - 1300 ห้อง 150801  
คณะผู้จัดทำ : : นักศึกษา MBA รุ่น 3 สถาบันราชภัฎพระนคร [ รายละเอียด ]




ราชภัฎพระนคร

ปัญญา นรานํ รตนํ
ปัญญาเป็นแก้วอัน
ประเสริฐของนรชน

เว็บไซต์น่าสนใจ

@กระทรวงศึกษาธิการ
@สถาบันด้านการวิจัย
@สภาสถาบันราชภัฎ
@สถาบันรภ.พระนคร
@ร้านหนังสือ
@มหาวิทยาลัย
@ธนาคาร
@หนังสือพิพม
@ค้นหาเบอร์โทรศัพท
@Google
@ไทยดาวน์โหลด
@ไทยเมล



ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์             วิชาเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการ       สถาบันราชภัฏพระนคร





อาทิตย์ที่ 28 มี.ค. 47










บทความน่าสนใจ

ประเทศไทยภายใต้ . .




Definition of Terms
• Positive คือ เป็นการศึกษาเศรษฐกิจที่แท้จริง และความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจตามความเป็นจริง เน้นการได้ประโยชน์สูงสุด ทุกอย่างต้องมีการลงทุน เน้นความจริง
• Normative คือ เป็นการศึกษาเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สังคมนั้นต้องการเล็งเห็นคุณค่าของสังคม ใส่ความรู้สึกเข้าไป
• Assumption คือ ข้อสมมติฐาน ที่เศรษฐศาสตร์ต้องการหา เช่น ถ้าราคาเพิ่มขึ้น การบริโภคต้องน้อยลง ถ้าราคาต่ำลง การบริโภคจะมากขึ้น จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
• Prediction คือ การคาดการณ์ ทำนายผล พยากรณ์ เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ ล่วงหน้า
• Property Right คือ สิทธิในการเป็นเจ้าของ ข้อนี้สำคัญมาก การเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ไม่ให้คนอื่นมาใช้ได้ แต่ขายได้ ซึ่งทรัพยากรที่มีเจ้าของจะถูกเก็บรักษาอย่างดี เพราะมีผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายในอนาคต
• Transaction Cost คือ กระบวนการที่เกิดขึ้นจากการกระทำ หรือต้นทุนในการติดต่อ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1.ทุนทางข้อมูล 2.ทุนทางการเจรจาต่อรอง 3.ทุนทางการปฏิบัติตามสัญญา
• Market Economy คือ เศรษฐกิจแบบตลาด เป็นระบบเศรษฐกิจที่จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันกันสูงโดยที่ภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทน้อย ประเทศไทยอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบนี้
• Command Economy คือ เศรษฐกิจแบบบังคับ เป็นระบบเศษฐกิจที่ภาครัฐจะเข้ามาเป็นผู้กำหนดบทบาทต่างๆอย่างมาก ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศปิด เช่น จีน เป็นต้น
• Opportunity Cost คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาส เป็นการเสียสละสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้สิ่งหนึ่งมา เช่น การยอมเสียสละเวลาพักผ่อนในวันหยุด เพื่อมาเรียน เพื่อหาความรู้ให้ตนเอง
• Trade Off คือ การได้อย่างเสียอย่าง ทางเศรษฐศาสตร์ จะไม่มีวันได้ทุกอย่าง
• Allocation คือ การจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการจัดสรรที่มีประสิทธิภาพ (Efficient) ด้วย
• Rational Thinking คือ การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีความคิดที่ถูกต้องคิดถึงประโยชน์สูงสุด เช่น Firm ต้องการกำไรสูงสุด เพราะฉะนั้น Firm ก็จะทำทุกวิธีทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด การทำธุรกิจ หลักนี้สำคัญมาก
• Substitute คือ การทดแทน ไม่ว่าปัญหาในเรื่องใดก็จะมีการแสวงหาทางออก หาทางเลือกใหม่เสมอ เช่น น้ำมันแพงก็อาจใช้ Solar Energy แทน เนยแพงก็ใช้ มาการีน ฯลฯ แต่บางครั้งบางอย่างก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง
• No Free Lunch คือ ไม่มีอะไรเป็นของฟรีในระบบเศรษฐกิจ เช่น บริษัทจะแจกของฟรีให้ทุกคน แต่บริษัทก็ต้องเสียต้นทุนเป็นค่าแรง คนงานที่ไปแจกของ
• Constraint Function คือ ตัวแปรที่กำหนดบทบาททางเศรษฐกิจ เช่น กฎหมาย กฏระเบียบต่างๆ สิทธิการเป็นเจ้าของ
• Complement คือ การใช้ทรัพยากรร่วมกันที่ไปด้วยกัน เช่น แฮมกับไข่ดาว พริกกับน้ำปลา

Demand
องค์กรธุรกิจที่ผลิตสินค้าและบริการ เสนอขายให้แก่ผู้บริโภคนั้น จำเป็นที่ต้องรู้ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคเสียก่อน เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจวางแผนการผลิตหรือบริการ ว่าจะผลิตสินค้าออกมาปริมาณมากน้อยเพียงใด จึงจะสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เพียงพอและเหมาะสมที่สุด ความต้องการของผู้บริโภคที่จะศึกษาต่อไปนี้ก็คือ อุปสงค์ ( Demand ) นั้นเอง
Demand หมายถึง ความต้องการของผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้าและบริการในปริมาณที่อำนาจซื้อ ( Purchasing Power ) และสามารถซื้อ ณ ราคาของสิ้นค้านั้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง โดยสมมติให้สิ้นค้าอื่นๆคงที่

Law of Demand คือความสัมพันธ์ของราคากับปริมาณ
1. ในบรรดาทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ กฎที่สำคัญ และมีอิทธิพลมากๆ ต่อพฤติกรรมของมนุษย์ คือ กฎของ Demand หรือ อุปสงค์
2. ทฤษฎีมีอยู่ว่า ให้สมมติว่าทุกๆอย่าง constant คือ ถ้าราคาเพิ่ม ปริมาณจะลดลง หรือให้ราคาลดลง ปริมาณจะเพิ่มขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้ากับปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ เป็นความสัมพันธ์ในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆคงที่ ( All other things being equal ) เช่น รายได้ รสนิยม ราคาสิ้นค้าอื่น เป็นต้น
- ทำไมจึงต้องสมมติให้ปัจจัยอื่นคงที่ ก็เพื่อไม่ต้องการให้ปัจจัยอื่นมีอิทธิพลต่อปริมาณสินค้าที่จะซื้อ นอกจากของเพียงอย่างเดียว
- เส้น Demand หมายถึง เส้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณที่จะซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ในระดับหนึ่ง และปริมาณที่จะซื้อสินค้าจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้นหรือลดลง

เส้น Demand มี 2 แบบ
1. เส้น Demand ของผู้บริโภคแต่ละบุคคล ( Individual Demand Curve )
2. เส้น Demand รวม ( Total or Market Demand Curve )
ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณที่จะซื้อบนเส้น Demand
ปริมาณที่จะซื้อจะเปลี่ยนแปลงไปในทางทิศทางตรงกันข้ามกับราคา เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ปริมาณที่จะซื้อต้องลดลง และเมื่อราคาสินค้าลดลง ปริมาณที่จะซื้อก็จะเพิ่มขึ้น ดังรูปที่ 1


               รูปที่ 1

การเปลี่ยนแปลงของเส้น Demand ( Change in Demand or Movement along Curve )
การเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะย้ายไปทั้งเส้น ถ้าย้ายทางขวาแสดงว่า Demand มีการเพิ่มขึ้น ดังรูปที่ 2 แต่ถ้าย้ายไปทางซ้ายแสดงว่า Demand มีการลดลง ดังรูปที่ 3

                     
               รูปที่ 2                                                 รูปที่ 3

Elasticity of Demand
ผู้บริหารองค์กรจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาถึงปัจจัยหรือตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีผลต่อ Demand เพื่อให้ประกอบการตัดสินใจถึงผลผลิตที่จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด การตั้งราคา/การเปลี่ยนแปลงราคา หรือสินค้า โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1. Price elasticity of Demand ยึดหยุ่นต่อราคา
2. Income elasticity of Demand ยึดหยุ่นต่อรายได้
3. Cross elasticity of Demand ยึดหยุ่นต่อราคาสินค้า

 




























 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[ Home ]


แนะนำ : แสดงผลที่ 800 x 600 ด้วย Internet Explorer 5.5 ขึ้นไป
Contact mail to : nk@maildozy.com